ชีวิตเด็กสถาปัตยกรรม
สถาปนิก (อังกฤษ: Architect) คือบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบ และ วางแผน ในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรม โดยสถาปนิก จะเป็นผู้ที่เข้าใจในมาตรฐานการก่อสร้างของอาคาร เข้าใจถึงหน้าที่ใช้สอยของอาคารนั้น รวมถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของสิ่งก่อสร้างนั้น สถาปนิกจำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางสถาปัตยกรรมศาสตร์ และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม ถึงจะสามารถทำงานในวิชาชีพสถาปนิกได้ ซึ่งคล้ายกับการทำงานในสาขาวิชาชีพอื่น
สถาปก คำเก่าของคำว่าสถาปนิก ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นศัพท์ภาษาสันสกฤต หมายถึง ผู้สร้าง, ผู้ก่อตั้ง ในเอกสารโบราณก่อนสมัยรัตนโกสินทร์เคยปรากฏคำ "สถาบก" หมายถึง การสร้าง หรือผู้สร้าง
รางวัลที่น่ายกย่องของสถาปนิกที่รู้จักในฐานะผู้ก่อสร้างอาคารได้แก่ รางวัลพลิตซ์เกอร์ ซึ่งมักจะถูกเปรียบเทียบเหมือนกับ "รางวัลโนเบลในทางสถาปัตยกรรม"
สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (อังกฤษ: The Association of Siamese Architects under the Royal Patronage of His Majesty the King) หรือ อาษา (ASA) เป็นสมาคมของบุคคลในวิชาชีพสถาปนิกและผู้ที่สนใจในงานสถาปัตยกรรมของประเทศไทย โดยเป็นหนึ่งในสี่สมาคมวิชาชีพออกแบบสถาปัตยกรรม
สมาคมสถาปนิกสยาม เป็นสมาคมที่มีลักษณะเป็นนิติบุคคล
สถาปัตยกรรม (Architecture) เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคาร ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ การวางผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้สร้างงานจำนวนมาก และเป็นงานศิลปะ ที่มีอายุยืนยาว สถาปัตยกรรม เป็นวิธีการจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะ ความงดงาม และคุณค่าของสถาปัตยกรรม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ดังนี้ คือ
1. การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้สัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
2. การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม
3. การเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน
2. การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม
3. การเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน
ปรัชญาของหลักสูตร
หลักสูตรการศึกษาที่เน้นการประยุกต์วิชาการพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรม และวิทยาการจัดการ เพื่อให้กระบวนการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมมีความทันสมัยสอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ พร้อมกับสืบสานและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้สภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่มีคุณค่าสำหรับมวลมนุษย์ หลักสูตรนี้ต้องการเตรียมความพร้อมทางวิชาการดังกล่าวแก่ผู้ที่จะพัฒนาตัวเองเป็นสถาปนิกต่อไป โดยมุ่งเน้นให้บัณฑิตเป็นผู้ใฝ่รู้ พร้อมที่จะเรียนรู้ และพัฒนาตนเองด้วยปัญญา คุณธรรมและจริยธรรม มีความคิดที่เชื่อมโยง ตระหนักและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม
ชื่อหลักสูตร: หลักสูตรสถาปัตยกรรมภายในบัณฑิต
ชื่อเต็ม: สถาปัตยกรรมภายในบัณฑิต
(ชื่อย่อ): สน.บ.
ชื่อเต็ม: สถาปัตยกรรมภายในบัณฑิต
(ชื่อย่อ): สน.บ.
ปรัชญาของหลักสูตร
หลักสูตรการศึกษาที่เน้นการประยุกต์วิชาการพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรมและวิทยาการจัดการ เพื่อให้กระบวนการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมภายในมีความทันสมัยเหมาะสม กับการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของสังคมยุคใหม่ และสภาวะแวดล้อม พร้อมกับสืบสานและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านกระบวนการผสมผสานความรู้ที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้สภาพแวดล้อมที่มีคุณค่าและเพิ่มคุณภาพชีวิตสำหรับมวลมนุษย์ รวมทั้งหลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้บัณฑิตเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กับการมีความรู้ความสามารถ ในการที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์งานออกแบบด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม
วัตถุประสงค์
หลักสูตรสถาปัตยกรรมภายในบัณฑิต เป็นหลักสูตรวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายใน (รวม 144 หน่วยกิต ในช่วงเวลาการศึกษา 4 ปี) มีวัตถุประสงค์ดังนี้
- ผลิตบัณฑิตที่มีฐานความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะเข้าสู่การปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายใน ตามมาตรฐานสากล
- ผลิตบัณฑิตที่มีฐานความรู้ความสามารถกว้างพอที่จะพัฒนาสู่ทางเลือกเฉพาะทางในการศึกษา ทางวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในในระดับมหาบัณฑิตต่อไป
- ชื่อหลักสูตร: หลักสูตรการผังเมืองบัณฑิต
ชื่อเต็ม: การผังเมืองบัณฑิต
(ชื่อย่อ): ผ.บ.ปรัชญาของหลักสูตร
หลักสูตรการศึกษาที่เน้นการประยุกต์วิชาการพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม สังคมศาสตร์และวิทยาการจัดการ เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์งานด้านการผังเมืองที่มีความทันสมัยสอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ พร้อมกับสืบสานและพัฒนาศิลปวัฒนธรรมของชาติ ผ่านกระบวนการจัดการที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับมวลมนุษย์ หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้บัณฑิตเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กับความรู้ความสามารถ ในการสร้างสรรค์งานด้านการผังเมืองด้วยอุดมการณ์ที่จะพัฒนาชุมชน เมือง และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนวัตถุประสงค์
หลักสูตรการผังเมืองบัณฑิต เป็นหลักสูตรวิชาชีพการผังเมืองเบื้องต้น (รวม 144 หน่วยกิต ในช่วงเวลาการศึกษา 4 ปี) เพื่อเตรียมความพร้อมทางวิชาชีพและวิชาการสำหรับการศึกษาต่อเนื่อง ในหลักสูตรการผังเมืองมหาบัณฑิต ซึ่งเป็นหลักสูตรการผังเมืองขั้นสูงที่ เน้นความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (รวม 48 หน่วยกิต ในช่วงเวลาการศึกษา 2 ปี) โดยมีวัตถุประสงค์ที่เด่นชัด ดังนี้- ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงเพียงพอที่จะเข้าสู่การปฏิบัติวิชาชีพการผังเมืองตามมาตรฐานสากล
- ผลิตบัณฑิตที่มีฐานความรู้ความสามารถกว้างพอที่จะพัฒนาสู่ทางเลือกสำหรับ
ความจริงสำหรับเด็กสถาปัตย์
น้องที่อยากจะเรียนสถาปัตย์ อ่านก่อนแล้วคิดใหม่อีกทีก็ ยังไม่สายนะ
1. นาฬิกาปลุกบอกเวลาไปนอน ไม่ใช่ตื่น
... 2. ไม่อายที่จะหลับน้ำลายยืดใน ชั้นเรียน โดยเฉพาะวิชาคอน
3. รู้ว่ายู้ฮูกับพริตต์รสเป็น อย่างไร
4. คุณเฉลิมฉลองให้กับ space
5. กาแฟกับกระทิงแดงไม่ใช่เครื ่องดื่ม แต่เป็นอุปกรณ์
6. คุณตกใจเมื่อเห็นตึกใหม่ในม หาลัย
7. คุณคิดว่าการสร้าง space เป็นไปได้
8. หลับติดต่อกันมากกว่า 20 ชั่วโมงในวันเสาร์-อาทิตย์
9. ทะเลาะกับสิ่งไม่มีชีวิต
10. ผลอยหลับในห้องน้ำ
11. น้องชายหรือน้องสาวของคุณคิ ดว่าตัวเองเป็นลูกคนเดียว
12. ฟังซีดีทั้งหมดในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง
13. ไม่ค่อยมีคนเห็นคุณในที่สาธ ารณะ
14. ทำกุญแจบ้านหายแต่ไม่รู้ตัว เป็นอาทิตย์
15. อาบน้ำ แปรงฟันในห้องน้ำข้างๆสตูดิ โอ
16. คุณพบประโยชน์ของการมีผมสั้ นหรือผมเกรียน แล้วก็เริ่มจะชอบหัวล้านๆ
17. ใช้ฟิลม์หมดม้วนถ่ายทางเดิน อย่างเดียว
18. รู้ว่าเครื่องขายของอัตโนมั ติเติมของกี่โมง
19. พกยาระงับกลิ่นตัวอยู่ตลอด
20. ตอนทำโมเดลจะรีไซเคิลของเก่ งมาก
21. เวลาคุยกับคนอื่นเหมือนกับว ่าจะพยายามร้องอะไรงึมๆงำๆ
22. ลุกขึ้นมาเต้นอย่างเมามันตอ นตีสาม ทั้งๆที่ไม่ได้กินเหล้าซักห ยด
23. เขียนโน๊ตด้วยปากกาเขียนแบบ หรือโยเคน
24. คุณรวมอาหารสามมื้อเป็นมื้อ เดียว
25. วันหยุดเป็นวันนอนเพิ่ม
26. คุณมีรูปถ่ายตึกมากกว่าคน
27. เอาแฟนไปเที่ยวที่ไซท์ก่อสร ้าง
28. สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ ต้องติดต่อกับคนอื่น กินอาหาร หรือโดนแสงอาทิตย์ แต่ถ้างานปรินท์ไม่ออกนี่ขอ ตายดีกว่า
29. ใช้โฟโต้ชอป อิลลัสเตรเตอร์และทำเวบได้อ ย่างคล่องแคล่ว แต่ใช้ Excel ไม่เป็น
30. เรียกชื่อจริงของสถาปนิกผู้ ยิ่งใหญ่อย่างกับว่าเป็นเพื ่อน (ฟิลลิป สตรัก…)
31. ซื้อ Art4D room daybed หรือ บ้านและสวนทุกเดือนแต่ยังไม ่ได้อ่านกว่าครึ่ง
32. ค่าใช้จ่ายกว่า50%จะหมดไปกั บการเรียน+ทำงาน
33. ท่านมักจะไม่ค่อยมีเงินกินข ้าว แต่สามารถหาเงินมากินเหล้าไ ด้
34. สิ่งที่ทำกันเป็นปกติ จะเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับค นนอก
35. บุหรี่หมดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วงที่คิดแบบไม่ออ ก…อ้าวชิบหายแล้วบุหรี่กูไป ไหนวะเนี่ย?
36. เวลาคนบอก ดื่มน้ำสิงห์ คุณนึกถึงเหล้ามากกว่าน้ำเป ล่า
37. ตีสองตีสามเป็นเวลาปกติ แต่บ่ายสองบ่ายสามนี่มีอยู่ บนโลกด้วยฤา?
38. เปลี่ยนแนวไปฟังลูกทุ่งมากข ึ้น หลังจากฟังซีดีทั้งหมดแล้วต อนเที่ยงคืน
39. แบรนด์เนมของพี่สาวคือ แอร์เมส พราด้า ดีเคเอ็นวาย แบรนด์เนมของคุณคือ โคปิก มาสเท็ก สเต็ดเล่อร์
40. คนอื่นพูดว่า “โล่งจัง” คุณพูดว่า “สเปซเยอะจัง”
41. คณะอื่นเรียน2-3วิชา ในครึ่งวัน แต่คุณเรียน2วิชาจนถึงเย็น
42. การไม่อาบน้ำ2-3วันเป็นเรื่ องปกติ
43. ยิ่งขึ้นปีสูงยิ่งเริ่มปัญญ าอ่อน
44. เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณจะสรรหา เพลงเก่ามาฟังมากกว่าการหาเ พลงใหม่ฟัง
45. วิทยุเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด
46. น้ำประปาดื่มได้
47. อาหารเหลือกินได้
48. เสื้อเหม็น รองเท้าเหม็น กางเกงเหม็น ใส่ได้
49. เชื้อราในร่มผ้า เหมือนเครื่องแสดงความเป็นค นจริง
50. วิชาที่ต้องอ่านหนังสือ ที่มีตัวหนังสือเกินครึ่งหน ้า จะถูกพิจารณาในการอ่านหลังส ุด ทั้งๆที่อ่านหนังสือนิยาย ได้เป็นเล่มๆ
51. 7/11 เพื่อนคู่ใจในยามดึก
52. ——เวลานอนสำคัญกว่าแฟน…………… .โดนทิ้งในเวลาต่อมา
53. ——ไม่กล้ามีแฟน เพราะไม่มีใครพอจะรับได้
วิชาไหนยากที่สุดตั้งแต่เรียนมาคงเป็นวิชาวัสดุและการก่อสร้าง (material and construction) หรือที่รู้จักกันในนาม "วิชาคอน" ครับ ซึ่งมีเรียนทุกชั้นปีตั้งแต่ปี 1 จนปี 4 เข้าภาค interior ก็มีคอนของ interior อีก ซึ่งวิชานี้ที่ว่าหินเป็นเพราะต้องเรียนเนื้อหาที่อัดแน่นมาก และต้อง "เขียนแบบ" ที่ทั้งเยอะ ละเอียด และมึนงงมาก ทำเอาอดหลับอดนอน 555 แต่ว่าถึงจะเป็นวิชาหิน แต่ว่าเป็นวิชาที่มีประโยชน์มากครับ เพราะเป็นความรู้ที่เอาไปใช้ได้ยันทำงาน และที่สำคัญ วิชานี้ทำให้เรารู้ว่าแบบของเราจะสามารถเป็นจริงได้หรือไม่-อย่างไรด้วย
ฝึกไว้ให้เนียน ก่อนเรียนถาปัด ภาค ปรับทัศนคติ อิ อิ อิ (ยัง....ยังไม่เลิก)
.
.
ก่อนอื่นทำแบบทดสอบกันก่อนดีกว่า
ให้ตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เท่านั้นนะคะ
.
1 คุณอยากเรียนถาปัดเพราะมันเท่ค่อดๆ สาวมองหนุ่มเหลียว
2 คุณคิดว่าการเขียนแบบไม่น่าจะมีอะไร เรียนๆ ไปเดี๋ยวก็ทำได้เอง
3 คุณคิดว่าถาปัดจบมาแล้วรวย
4 คุณว่าเรียนถาปัดแล้วมีสิทธิ์เข้าวงการบันเทิง
5 สถาปนิกทำงานสบายๆ นั่งในห้องแอร์ แต่งตัวบูติค
6 สถาปนิกจบใหม่ ไฟแรง อาคารเก๋ๆ สวยๆ ไฮโซ เป็นฝีมือเค้าล่ะ
7 คุณคิดว่าหน้าที่ออกแบบอาคารเป็นของสถาปนิก ให้สวยเท่เก๋ โชว์เก๋า น้ำ ไฟ แอร์ โครงสร้าง ก็โยนให้วิศวกรเค้าไปสิ
8 คุณคิดว่าลางสังหรณืของคุณแม่นโคตรๆ ถ้าอยากให้อาคารหน้าตาแบบไหน รับรอง รุ่งแหงแซ
แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์ (อังกฤษ: Frank Lloyd Wright) (8 มิถุนายน พ.ศ. 2410 — 9 เมษายน พ.ศ. 2502) สถาปนิกคนสำคัญคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20
แฟรงค์ ลอยด์ ไรต์ เกิดที่ เมืองริชแลนด์เซนเตอร์ ใน รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน และลาออกไปทำงานด้านสถาปัตยกรรมทั้งที่เรียนไม่จบ เขาอาศัยและตั้งสำนักงานอยู่ที่เมืองโอกพาร์ก บริเวณชานเมืองชิคาโกในรัฐอิลลินอยส์ ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ เนื่องจากเป็นที่รวบรวมบ้านพักที่เขาออกแบบไว้กว่า 50 หลังรวมทั้งตัวสำนักงานและบ้านพักของเขาด้วย ผลงานการออกแบบในช่วงแรกของไรต์มีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า "Prairie Houses" ไรต์มีผลงานทั้งหมด 362 ชิ้น และประมาณการว่ายังคงอยู่ในปัจจุบัน (ปี 2005) ประมาณ 300 ชิ้น
เลอกอร์บูซีเย (ฝรั่งเศส: Le Corbusier) เป็นนามแฝงของ ชาร์ล-เอดูอาร์ จาเนอเร-กรี (Charles-Edouard Jeanneret-Gris) สถาปนิก นักผังเมือง มัณฑนากร จิตรกร และนักเขียน เกิดเป็นชาวสวิสในภูมิภาคที่ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาทางการ แต่แปลงสัญชาติเป็นชาวฝรั่งเศสเมื่ออายุประมาณ 30 กว่า เกิดที่เมืองโช-เดอ-ฟง (Chaux-de-Fonds) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1887 และเสียชีวิตที่เมือง รอกเกอบรุน-กัป-มาร์ตัง (Roquebrune-Cap-Martin) เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1965
เขาเป็นหนึ่งในผู้นำร่องของแนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อันประกอบด้วยสถาปนิกสำคัญอาธิเช่น ลุทวิก มีสแวนเดอโร (Ludwig Mies van der Rohe) , วอลเตอร์ กรอพิอุส (Walter Gropius) , อัลวาอัลโต (Alvar Aalto) และเตโอ วอง โดเอสบูก (Theo van Doesburg)
ทั้งนี้เลอกอร์บูซีเยยังได้สร้างสรรค์ผลงานด้านการผังเมือง และการออกแบบไว้อีกด้วย เขามีชื่อเสียงในการสร้างแนวคิดหน่วยที่อยู่อาศัย (unité d'habitation, housing unit ) โดยแนวคิดนี้เขาเริ่มคิดค้นในช่วงปี ค.ศ. 1920 เพื่อนำไปสู่การสร้างทฤษฎีของการอยู่อาศัยแบบร่วมกัน (logement collectif, collective lodging)
สถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอเนซองส์ หรือบางครั้งก็เรียกสั้นๆ ว่า ฟื้นฟูเรอเนซองส์ หรือ เรอเนซองส์ใหม่ (อังกฤษ: Renaissance Revival architecture หรือ Neo-Renaissance) คือลักษณะสถาปัตยกรรมที่รวมลักษณะต่างๆ ของสถาปัตยกรรมฟื้นฟูของคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ไม่เชิงกรีก (ดูบทความ สถาปัตยกรรมฟื้นฟูกรีก) หรือ กอธิค (ดูบทความ สถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอธิค) แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกอิตาลีต่างๆ ตามความหมายอย่างกว้างๆ ของสถาปนิกและนักวิพากษ์ “สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์” ของคริสต์ศตวรรษที่ 19 มิได้ใช้แต่เพียงสถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ที่เริ่มขึ้นในฟลอเรนซ์และตอนกลางของอิตาลีของต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ที่เป็นเครื่องมือในการแสดงออกของลัทธิมนุษยนิยม แต่ยังรวมไปถึงลักษณะสถาปัตยกรรมที่มารู้จักกันว่าแมนเนอริสม์ และบาโรก นอกจากนั้นลักษณะของตนเองก็ยังปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในคริสต์ศตวรรษที่ 19: “เรอเนซองส์ใหม่” ตามความหมายของผู้ร่วมสมัยจึงหมายถึงสิ่งก่อสร้างที่เป็น “แบบอิตาลี” (Italianate) หรือสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะบาโรกฝรั่งเศสเข้าไปผสม (สถาปัตยกรรมจักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง)
ลักษณะอันเป็นที่ต่างกันของสถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอเนซองส์ในบริเวณต่างๆ ของยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและอิตาลีเป็นการเพิ่มอุปสรรคในการบ่งลักษณะของสถาปัตยกรรมที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอเนซองส์ยิ่งขึ้นไปอีก ที่จะเห็นได้จากคฤหาสน์วอลลาทันฮอลล์ในอังกฤษ[1] วังพิตติในอิตาลี, พระราชวังชองบอร์ดในฝรั่งเศส และ วังฟาเซต์ในรัสเซีย — ซี่งต่างก็จัดอยู่ในกลุ่ม “สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์” — ที่ต่างก็มีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันออกไปแม้ว่าจะจัดว่าเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันก็ตาม
คุณแน่ใจมากน้อยแค่ไหน ที่คิดว่าจะเลือกเรียนสถาปัตย์???"
เข้าเรื่องเลยครับ...มีไม่กี่ข้อ 
1. คุณรู้สึกว่า...ชื่อมันเท่ วิชาชีพมันดูโก้ หรู ดูดีมีชาติตระกูล เวลาใครถาม...เรียนอะไร???
ตอบเรียนถาปัด บ๊ะ บ๊ะ เท่เป็นบ้า อะไรประมาณนั้น
***ถ้ามีเหตุผลแค่นี้...อย่าเลือกเรียนครับ เพราะทุกวิชาชีพ มันมีเกียรติ
มีความสง่างามในตัวของมันอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็น "คนดี" ของสังคมอย่างไรมากกว่า
2. คุณไม่มีที่เรียน ไม่รู้จะเรียนอะไร บังเอิญ มหาวิทยาลัยแถวบ้านมันเปิดสอบรับตรง
คนสมัครน้อย...เออ เข้าที่นี่ คณะนี้ สาขาวิชานี้ดีกว่า
***อย่าคิดแบบนั้นครับ เพราะถ้าตั้งสติดี ๆ มองกว้าง ๆ
ยังมีอีกหลากหลายคณะที่อาจจะตรงกับความถนัดของเรา และเปิดอ้าแขนรอรับเราอยู่อีกมาก
เพียงแต่เราอาจจะขี้เกียจขวนขวายแค่นั้นเอง
3. คุณไม่มีความถนัดในวิชาศิลปะ หรือสถาปัตย์เลย...แต่คุณเชื่อว่า
เดี๋ยวคุณมาเก่งตอนที่เรียน
***ข้อนี้น่ากลัวครับ เพราะพื้นฐานก่อนเข้าเรียน คนที่จะเรียนสถาปัตย์
ควรมีพื้นฐานทางด้านศิลปะในระดับที่ใช้งานได้พอสมควร เขียนรูปได้
เข้าใจเรื่ององค์ประกอบศิลป์ เข้าใจทฤษฎีสี เพราะถ้าคุณถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาไม่ได้
คุณจะเรียนสถาปัตยกรรม..."ไม่สนุก"
4. คุณมาเรียนสถาปัตย์ เพราะที่บ้านมีกิจการรับเหมางานก่อสร้าง
***ถ้าเป็นข้อนี้ แนะนำให้คุณไปเรียนวิศวกรรมโยธา
ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของการก่อสร้างโดยตรงจะดีกว่า สถาปนิกหลายคน
ดูแลงานก่อสร้างอาจจะไม่เก่งเท่าวิศวกรครับ
5. คุณเห็นพระเอก นางเอกในละครหลังข่าวหลายเรื่องเป็น "สถาปนิก"
ภาพลักษณ์ดูดี มีหน้ามีตาในสังคม
***ข้อนี้ให้ย้อนกลับไปดูข้อ 1.
6. คุณเป็นคนรับความกดดันไม่เก่ง ร่างกายอดนอนไม่ได้
***ตรงนี้จะเป็นความยากลำบากของคุณ เพราะรายวิชาในแต่ละหนึ่งภาคการศึกษา
มีวิชาที่เน้นการออกแบบปฏิบัติทั้งแบบสั้น และยาวตลอดภาค
อาจทำให้การทำงานมันกินเวลาในส่วนอื่น ๆ จนคุณมีเวลาพักผ่อนน้อยกว่าการเรียนสายวิชาอื่น
และถ้าคุณจัดการเวลาไม่ดี มันมีผลต่อระดับ "ความเครียดสะสม" ของคุณ
7. คุณคิดว่าเป็นสถาปนิกแล้วจะร่ำรวย มากมีเงินทอง มั่งมีศรีสุขกว่าหลาย ๆ อาชีพ
***คนเราจะร่ำรวยได้ขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยันของเราเอง
สถาปนิกที่รำร่วยหลายคน นั่นเพราะเค้ามานะรับงานออกแบบจำนวนมาก
มันคือความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความเครียด เวลาส่วนตัว
หลายคนไม่สามารถรักษาสมดุลในเรื่องเหล่านี้ได้ ก็แย่ไปมากมี ส่วนใครที่เรื่อย ๆ
ตามสภาพ (อย่างผม) ทุกข์น้อย เงินทองก็น้อยตามความทุกข์ 
8. คุณอยากเรียนสถาปัตย์ เพราะอยากเข้าวงการเป็นนักแสดง ดารา พิธีกร
***สถาปัตย์ไม่ได้สอนให้ใครเป็นดารา
แต่บังเอิญคนที่เรียนด้านนี้แล้วเข้าไปอยู่ ณ จุดนั้น มันขึ้นอยู่กับโอกาส
และวาสนาบางอย่าง รวมถึงความเพียรมานะในสิ่งที่รัก
แกงส้ม เรียนถาปัดที่ลาดกระบัง...ไม่ได้เข้า The Star 8 ได้เพราะเป็นเด็กสถาปัตย์
แต่เพราะเค้าคือ "แกงส้ม" นะครับ
9. คุณเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ชอบตอบคำถาม และมีโลกส่วนตัวสูง
***แม้ว่าคุณจะเขียนรูปเก่ง แต่ถ้าคุณเป็นคนแบบนั้น คุณจะเรียนลำบาก
เพราะการเรียนการสอนในสายสถาปัตย์ มีการถาม ตอบ ทวนสอบความคิดกันตลอดเวลา
คุณต้อง คิด คิด คิด เพื่อตอบ
คุณต้อง คิด คิด คิด เพื่อถาม
คุณต้อง คิด คิด คิด เพื่อทำ
และอธิบายให้คนอื่นฟังว่าคุณทำอะไร
และคุณต้องฟังคำถามเพื่อตอบ ๆ ๆ
10. คุณเป็นคนไม่รู้จัก "การให้"
***ข้อนี้ไม่มีคำอธิบาย...เพราะมันเป็นข้อหายนะของการเรียนทุกอย่าง
หากเราอยากได้รับอะไรจากใคร เราก็ต้องให้กับเค้าเท่านั้น
ผมว่ามันคงมีอีกเยอะ แต่แค่ 10 ข้อนี้ก็คงมากพอและมีประโยชน์ต่อการไตร่ตรอง
ตรวจความเป็นตัวคุณ ว่าคุณเหมาะสมกับการเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์หรือไม่
เพราะถ้าคุณไม่พร้อม ไม่ใช่ คุณจะเสียเวลาและความรู้สึกไปกับการศึกษา
เนื่องจากตามหลักสูตรส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียน 5 ปี มากกว่าทั่วไป 1 ปีเต็ม ๆ
ถ้าคุณไม่สนุก คุณจะเกิดความทุกข์ในการเรียนตลอด 5 ปีที่ยาวนานนะครับ
ตรงนี้ต้องคิดทบทวนให้ดี ๆ
และถ้าคุณมั่นใจว่าคุณพร้อมและอยากเรียนสถาปัตย์
ตั้งแต่พรุ่งนี้ขอแนะนำให้คุณสร้างความถนัดทางสถาปัตยกรรมอย่างดี
เพื่อเป็นทุนทางปัญญา ในการก้าวเข้าสู้โลกของสายวิชาชีพ "สถาปัตยกรรม"
ต่อไป
จบแล้วจะประกอบอาชีพสายไหนได้บ้าง ?
ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรด้านการออกแบบสาขาต่าง ๆ ข้างต้นสามารถประกอบวิชาชีพอิสระ รับราชการ หรือทำงานบริษัทต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะด้านการพัฒนา เช่น การออกแบบการก่อสร้าง การอุตสาหกรรม การโฆษณา รวมทั้งการอนุรักษ์ด้านต่าง ๆ เช่น การอนุรักษ์ธรรมชาติ โบราณสถาน และสถาปัตยกรรม ซึ่งจากการทำงานได้หลากหลายทำให้มีรายได้จากหลายอาชีพ แตกต่างกันไป สำหรับงานโฆษณานั้นเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับสถาปนิกที่มีฝีมือในการออกแบบงานโฆษณาได้อย่างงามทีเดียวครับ
“บ้าน” ควรจะสร้างเพื่อความสุขตามอัตภาพของผู้อยู่อาศัย และความเป็นมนุษย์คือการได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ได้สัมผัสธรรมชาติ และได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ในการออกแบบบ้านสิ่งที่สำคัญในการนำมาพิจารณา ก็มีอยู่หลายประการ ดังนี้
- การจัดพื้นที่เป็นสัดส่วน การจัดพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนสามารถลดปัญหาขัดแย้งภายในบ้านได้เช่น การฟังเพลง การดูโทรทัศน์ การทำการบ้าน การนอน การทานอาหาร การทำครัว การสังสรรค์ หรือประหยัดพลังงานเมื่อใช้เครื่องปรับอากาศ หรือป้องกันเสียง และกลิ่นรบกวน หรือป้องกันยุง
- แสงธรรมชาติ การจัดให้ทุกพื้นที่ได้รับแสงธรรมชาติ ช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศที่น่า แสงธรรมชาติควรจะมาจาก ส่วนบนของห้อง จะทำให้การกระจายแสงดี และแสงไม่จ้า ดังนั้น สีของเพดานจึงควรจะเป็นสีออกสว่าง ส่วนสีผนัง หากใช้สีสว่างเกินไปจะจ้า จึงควรคล้ำลงบ้าง
- การระบายอากาศ ห้องที่ควรจะใช้หลักการระบายอากาศตามธรรมชาติ ได้แก่ ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องทานอาหาร ห้องพักผ่อน เป็นต้น
- การปรับอากาศ ห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่คนใช้เวลาอยู่มากที่สุด ใช้เครื่องปรับอากาศกันเป็นส่วนใหญ่ ห้องนอนจึงต้องออกแบบให้มีสภาพของห้องเย็น คือมีฉนวนป้องกันความร้อนอย่างดี จึงจะใช้เครื่องปรับอากาศเล็กนิดเดียว แล้วจะได้ไม่เปลืองไฟ ตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่นำความร้อนกลับเข้ามา ส่วนของเครื่องเป่าลมเย็น จะต้องไม่เป่าโดนตัวให้การกระจายลมดี และทำความสะอาดได้ง่าย
- การป้องกันเสียง เสียงรบกวนมักจะมาจาก เสียงรบกวนจากข้างบ้าน จากถนน กิจกรรมในบ้าน เครื่องระบายความร้อน ห้องน้ำ ดังนั้น จึงควรป้องกันเสียงจากที่ต่างๆนี้ เช่น การใช้หน้าต่าง ที่ไม่เปิดรับเสียงรบกวนจากภายนอกโดยตรง, การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานให้เป็นสัดส่วน, การกั้นผนังห้องน้ำยันพื้นเพดาน และใช้ประตูทึบ, การกั้นผนังห้อง การตั้งเครื่องระบายความร้อน ไม่ให้เสียงรบกวนบ้านของตัวเอง และบ้านของคนอื่น
Read more: http://www.novabizz.com/CDC/Home_Design.htm#ixzz2LM73l0KC
แบ่งเป็นสมัยย่อยอย่างคร่าวๆ ได้ดังนี้:
- สถาปัตยกรรมคลาสสิก (อังกฤษ: Classical architecture)
- สถาปัตยกรรมกรีกโบราณ (อังกฤษ: Ancient Greece architecture)
- สถาปัตยกรรมโรมันโบราณ (อังกฤษ: Roman architecture architecture)
- สถาปัตยกรรมยุคกลาง (อังกฤษ: Medieval architecture)
- ศิลปะคริสเตียนยุคแรก (Early Christian art and architecture}})
- สถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ (อังกฤษ: Byzantine architecture)
- สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ (อังกฤษ: Romanesque architecture)
- สถาปัตยกรรมกอธิค (อังกฤษ: Gothic architecture)
- สถาปัตยกรรมฟื้นฟูศิลปวิทยา (อังกฤษ: Renaissance architecture)
- สถาปัตยกรรมบาโรก (อังกฤษ: Baroque architecture)
- สถาปัตยกรรมโรโคโค (อังกฤษ: Rococo architecture)
- สถาปัตยกรรมยุคฟื้นฟู หรือ “สถาปัตยกรรมยุคภูมิปัญญา” (อังกฤษ: Age of Enlightenment) สถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูเป็นยุคที่เลียนแบบสถาปัตยกรรมแบบที่เคยทำกันมาไม่ว่าจะเป็นไบแซนไทน์ กอธิค หรืออื่นๆ
- สถาปัตยกรรมฟื้นฟูคลาสสิก หรือ “สถาปัตยกรรมฟื้นฟูกรีกโรมัน” (อังกฤษ: Neo-Classical architecture)
- สถาปัตยกรรมฟื้นฟูไบแซนไทน์ (อังกฤษ: Neo-Byzantine architecture)
- สถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ (อังกฤษ: Neo-Romanesque architecture)
- สถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอธิค (อังกฤษ: Neo-Gothic architecture)
- สถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอเนซองส์ (อังกฤษ: Neo-Renaissance)
- สถาปัตยกรรมรีเจนซี (อังกฤษ: Regency architecture)
- สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (อังกฤษ: Modern architecture)
- Expressionist architecture
- International Style
- Stalinist architecture
- Postmodern architecture
- Googie architecture
- Deconstructivist Architecture
- Critical Regionalism
สถาปัตยกรรมการก่อสร้างมหาวิหารในยุโรปตะวันตก เป็นบทความที่บรรยายถึงลักษณะสิ่งก่อสร้างของมหาวิหารทางคริสต์ศาสนา ที่รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมหาวิหารในยุโรปตะวันตก
มหาวิหาร หรือ อาสนวิหาร คือโบสถ์ประจำตำแหน่งของมุขนายก ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของมุขมณฑลมุขนายกตามที่กำหนดไว้[1] มหาวิหารเป็นที่เป็นที่ตั้งของ “คาเทดรา” (bishop's cathedra) และเป็นสถานที่ทางคริสต์ศาสนาที่ใช้ในการนมัสการ (โดยเฉพาะสำหรับนิกายที่มีระบบฐานันดรการปกครองเช่น โรมันคาทอลิก ออร์ทอดอกซ์ หรือแองกลิคัน) ขนาดของสิ่งก่อสร้างที่เป็นมหาวิหารไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตเสมอไป อาจจะมีขนาดเล็กอย่างเช่นมหาวิหารอ๊อกซฟอร์ด หรือ มหาวิหารเชอร์ที่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้ แต่โดยทั่วไปแล้วมหาวิหารมักจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและเด่นที่สุดในท้องถิ่นที่ตั้งอยู่[2]
หลังคาบ้าน เป็นองค์ประกอบของบ้านที่สำคัญอย่างมาก เพราะช่วยป้องกันแสงแดด ลมฝน และพายุ ให้กับพื้นที่ภายในบ้านของเรา นอกจากนี้ยังช่วยให้บ้านไม่ร้อนจนเกินไปอีกด้วย การออกแบบหลังคาที่มีประสิทธิภาพดีจะช่วยถ่ายเทความร้อนภายในบ้าน เพิ่มประสิทธิภาพด้วยฉนวนกันความร้อน หรือแผ่นสะท้อนความร้อน มาช่วยต้านทานความร้อนอีกระดับหนึ่ง ส่วนวัสดุที่ใช้ทำหลังคาบ้าน ก็เช่น กระเบื้องคอนกรีตแผ่นเรียบ , กระเบื้องลอนคู่, กระเบื้องซีเมนต์ ใยหิน หรือ กระเบื้องลูกฟูก, กระเบื้องซีเมนต์อัดลอน หรือกระเบื้องคอนกรีต อย่างไรก็ตามควรเลือกตามความเหมาะสม และควรปรึกษากับสถาปนิกผู้ออกแบบโดยตรงค่ะ
สำหรับคนที่ต้องการทางเลือกในการสร้างบ้าน โครงหลังคาถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของตัวบ้าน ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายทางเลือกให้กับเจ้าของบ้านได้เลือกใช้ แต่จุดที่สำคัญไม่ใช่เรื่องที่ชนิดของหลังคา แต่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องมากกว่า ว่าหลังคาแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร ทั้งเรื่องของวัสดุที่นำมาใช้ ขั้นตอนการทำงาน และเรื่องของราคา ( เพราะถ้าคุณไม่รู้ คุณจะคุยกับเขา ไม่รู้เรื่อง )
วันนี้ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของบ้าน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจหรือใช้พูดคุยปรึกษากับวิศวกรและบรรดาช่างรับเหมาที่จะมารับสร้างบ้านให้กับเราได้ เพื่อให้ได้บ้านซึ่งเป็นมรดกชิ้นสำคัญของเรา ( เก็บเงินมาเกือบทั้งชีวิต ) เป็นสิ่งที่เราได้เลือกมาเองอย่างตรงใจ ไม่ใช้เลือกเพราะถูกชักจูงให้หลงเชื่อ
หลังคาบ้านมีหลายรูปแบบ อย่างในอดีตก็จะมีรูปลักษณะเป็นจั่วทรงไทย ( รักดีหามจั่ว รักชั่ว....ไง น่าจะเคยได้ยินกัน ) ซึ่งโครงหลังคาแบบนี้ก็มักจะสร้างขึ้นจากไม้ หลังจากนั้นก็มีการพัฒนารูปทรงให้ทันยุคเข้ากับสมัยมากขึ้น หลังคาทรงจั่วแบบสากลและทรงปั้นหยาเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับวัสดุประเภทเหล็กรูปพรรณ ( มักใช้แบบขึ้นรูปเย็น ) ซึ่งนำมาใช้เป็นโครงสร้างของหลังคาอันประกอบด้วย อเส จันทัน แป ฯลฯ นอกจากนั้นช่วงหลังๆ มานี้โครงสร้างหลังคาแบบเรียบเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจาก บ้านที่สร้างในปัจจุบันถูกพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความโดดเด่น ในแบบที่เรียกว่า โมเดิร์นสไตล์ พร้อมกับโครงสร้างเหล็กขึ้นรูปเย็นแบบบางชุบกัลวาไนซ์ ( Light gage Steel ) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเช่นกัน
เอามาให้อ่านนะจ๊ะ
ตอนนี้พี่กำลังขึ้น ปี 3 สถาปัตย์และการผังเมือง ธรรมศาสตร์
พี่เรียน เอก ผังเมือง
เมื่อ เกือบ สองอาทิตย์ที่แล้วพี่ ไปทำ workshop ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เมื่อ วานก็เพิ่งกลับมาจาก เวียดนาม ไปทำ work shop ที่ ฮอยอัน เมือง โบราณ
ถ้าภาษาผังเมือง ก็ประมาณ heritage town เป็นงานที่อาจารย์รับมาจาก ยูเนสโก และ ecomos
เรียนผังเมือง.....สิ่งที่ได้คือปัญหา......เมื่อเรียนมาได้ถึงจุดหนึ่ง
...เราจะมองเมืองเป็นปัญหาในทุกด้าน นั้นก็ไม่ดี นี้ก็แย่
สิ่งที่เราทำได้คือ....การวางแผน....การเสนอแนวความคิด....การออกนโยบาย.....การออกแบบ.....การดีไซน์........การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
(อยากดูผังเมืองที่ดี...และดีมากที่สุด...ต้องไปที่ ญี่ปุ่น กับ เยอรมัน)
สำหรับพี่...การเรียนผังเมืองสนุกในระดับหนึ่งนะ
อาจจะเป็นการเรียนซ้ำๆที่น่าเบื่อ.....แต่จบไปเราได้กำไร คืนมา...มันเป็นกำไรในแง่ของนักผังเมือง
นักผังเมือง...มองอีกแง่....ก็เรียกได้ว่าเป็น....หมอเมือง...เรารักษาอาการเจ็บไข้ของเมือง
เรียน...ไปเราอาจจะท้อเพราะสิ่งที่เราคิด ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจก็สนับสนุนเสมอไป
นักผังเมือง ก็เปรียบได้กับ ระดาษ.........เป็นเสือที่อยู่ในกระดาษแต่ยังไม่ได้ผงาดในป่าคอนกรีต ก็ประมาณนี้
ที่พี่เรียนตอนนี้พี่เริ่มเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง ถึงแม้คนได้วิชาชีพผังเมืองจะมีน้อย
แต่สังคมไทย ไม่ได้ยอมรับนักผังเมืองเท่าไหร่เลย
ซึ่งอันนี้แต่ต่างจากเมืองนอก
คนไทยต้องการอะไรที่ออกมาเป็นผล แต่นักผังเมืองคือ คนเขียนแผน
ผลสำเร็จที่มาจากแผนของนักผังเมือง ต้องรอ 10-20 ปี
เหมือนกับ เราดูแลลูกนั้นแหละ เมืองก็เหมือนลูกต้องดูแลเป็นเวลานาน กว่าลูกจะประสบความสำเร็จ
ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ นักผังเมือง.......เศร้า
ถ้าเรียน มาโดยการปูพื้นฐานที่ดีแล้ว
นักผังเมืองทุกคน,,,,,,,,ต้องตระหนัก..........ในเรื่อง......ความยุติธรรม.....อำนาจ
นักผังเมืองปฏิเสธ ไม่ได้ที่จะไม่โดยอำนาจจากผู้ที่เหนือกว่าเข้ามา บังคับ เรื่องนโยบายของเมือง
........ผลประโยชน์.....เป็นเรื่องที่ท่านผู้ใหญ่ขาโตต้องการเขาจับจอง
นักผังเมืองเป็นผู้กำหนดเขียนการพัฒนา สิ่งอาจจะแบ่งเป็น เขตอุตสาหกรรม เขต CBD หรือเขตธุรกิจ (เช่น สีลม ลักษณะของเขตการค้า) เขตการเกษตร เขตที่อยู่อาศัย
หากนักผังเมืองดันไปกำลังเขตของคุณท่านหลายเธอให้เป็นที่อยู่อาศัยขึ้นมา ผลประโยชน์ที่คุณท่านหลานเธอไม่ได้จากที่ดิน เพราะถูกกำหนเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ได้กำหนดเป็นย่านพาณิช
อำนาจ,,,,ที่คุณท่านหลานเธอมี...ก็จะเปลี่ยน...แผนผังเมืองทั้งหมดของนักผังเมือง
เพื่อนำผลประโยชน์ เข้ามาสู่ พวกพ้องตัวเอง
เพราะเมื่อเป็นย่านพาณิชราคาที่ดินก็จะแพงมากกว่าย่านที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว
เป็นไงน่าเศร้าไหม....กับชีวิตนักผังเมือง
ที่เขียนนี้ไม่ได้ ไม่ให้เข้ามาเรียนผังเมืองนะ
เพราะสำหรับพี่ พี่ว่า มันเป็นกำไรมากสำหรับคนที่เรียน
ธรรมศาสตร์ เป็นที่แรกที่ เปิดสอน ผังเมืองในระดับ ปริญญาตรี ออกจะกระเดียดไปทางสอนพื้นฐานให้แน่ มีกี่ทฤษฎีของเมืองเราเรียนหมด
แล้วที่มันส์อีกอย่างก็คือ visul เรียนกันตั้งแต่ปีหนึ่งทุก สาขาของสถาปัตย์
สิ่งที่ผังเมือง ธรรมศาสตร์ สอนพี่มา คือ...........ความจริง
ความจริงที่คนในสังคมต้องยอมรับ แต่ไม่คิดจะยอมรับกัน
ตอนนี้มีคนสนใจผังเมืองเยอะ
มีน้องๆเข้ามาหลายคน เข้ามาเรียนแล้วก็ออกไป
ผังเมือง เรียนจบไป ต่อโทได้อีกหลายอย่างนะ
ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบเมือง เรียนต่อทางด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง เรียนด้านนโยบาย
ฯลฯ
เข้ามาเรียนแล้ว........หัวใจของนักผังเมืองคือ......การทำงานร่วมกัน
คนเก่ง เข้ามาเรียนแล้ว ทำงานคนเดียว......งานดีคนเดียวในแง่ความคิดของตนเอง
โดยไม่สนใจความคิดของเพื่อนพ้อง......แบบนี้ไม่ดีเลย ในการเป็นนักผังเมือง
ถ้าคิดอยากจะเรียน สิ่งที่ต้องเตรียม ยอมรับคือ.....การไม่กินเส้นกัน
......แนะนำว่าเดินทางสายกลาง...ดีที่สุด........เอาใจเขามาใส่ใจเรา.......เปิดใจให้กว้าง
แล้วจะเรียนได้ดีเอง
ในความคิดของพี่นะ.....อยากให้เข้ามาเรียนผังเมืองกันเยอะๆ
ไม่จำเป็นต้องเรียนธรรมศาสตร์หลอก ถ้าอยากจะเรียน เราไปเรียนที่ไหนก็ได้
(พี่ไม่ค่อยยึดติดกับมหาลัยนักหลังจาก ไปดูงานที่เมืองนอกมา)
คนมันจะดี จะเก่ง ไม่ได้อยู่ที่มหาลัย.....แต่มันอยู่ที่ความพยายามและความตั้งใจของคน
ฝากไว้ละกัน ถ้าอยากจะเรียน mail มาถามกันได้ nitcole@hotmail.com
สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ นี้จะศึกษาด้านการออกแบบอาคารให้เหมาะสม กับความต้องการและพฤติกรรมของผู้ใช้สอยทางกายภาพและด้านจิตใจ รวมทั้ง พิจารณาถึงความสัมพันธ์ของบริบทรอบข้างตัวอาคาร และทางสัญจรที่มีความซับซ้อน มากขึ้น แบบฝึกหัดเน้นหนักด้านการออกแบบอาคารด้วยมิติความคิดในงาน สถาปัตยกรรมด้านอื่น ๆ ที่เหมาะสมในแต่ละโครงการ เช่น คุณค่าและความงามของที่ ว่าง การเลือกวัสดุให้ตอบสนองกับแนวความคิด แสงและความรู้สึก การรับรู้ เป็นต้น พร้อมทั้งค้นคว้าข้อมูลเพื่อสนับสนุนการออกแบบ รวมไปถึงการวางผังอาคารบนสภาพบริเวณที่มี ลักษณะพิเศษ ที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์พื้นที่อย่างซับซ้อน ทั้งนี้เป็นการฝึกวิเคราะห์ โปรแกรม จากบริบทแห่งสถาปัตยกรรม รวมทั้งให้ค้นคว้าและฝึกหัดการจัดเตรียม โปรแกรมในการออกแบบ
จบสถาปัตทำงานอะไร
อย่างที่เรารู้กันทั่วไปคือจบ สถาปัตก็เป็นสถาปนิกสิครับ ทำงานออกแบบบ้านหรืออาคารต่างๆ วางระบบภายในอาคาร ถ้าสอบใบประกอบได้ก็จะอัพเงินเดือนขึ้นเยอะและสามารเซนโครงงานใหญ่ๆได้ได้ รับเงินเยอะแต่ก็ต้องรับผิดเยอะตามไปด้วย
มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสถาปัต
จุฬาลงกรณ์ เกษตรศาสตร์ พระจอมเกล้าธนบุรี นเรศวร มหาสารคาม วลัยลักษณ์ ศิลปากร ลาดกระบัง ข่อนแก่น ธรรมศาสตร์ เชียงใหม่ พระจอมเกล้าธนบุรี นเรศวร มหาสารคาม ศรีนทรวิโรฒ ศิลปากร
สถาปัตยกรรม (Architecture) เป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคาร ที่อยู่อาศัยต่าง ๆ การวางผังเมือง การจัดผังบริเวณ การตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศิลปะ ที่มีขนาดใหญ่ต้องใช้ผู้สร้างงานจำนวนมาก และเป็นงานศิลปะ ที่มีอายุยืนยาว สถาปัตยกรรม เป็นวิธีการจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชน์ใช้สอยตามความต้องการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ศาสตร์ในสาขาต่าง ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และศิลปะ ความงดงาม และคุณค่าของสถาปัตยกรรม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ดังนี้ คือ
1. การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้สัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
2. การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม
3. การเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน
สถาปัตยกรรมแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ หรือประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร ศาลา ฯลฯ
2. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยอย่างอื่น ๆ เช่น อนุสาวรีย์ เจดีย์ สะพาน เป็นต้น ผู้สร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม เรียนว่า สถาปนิก (Architect)
เว็บไซต์เพิ่มเติม
http://www.architecture.com
www.architecturemag.com
www.architectureweek.co
1. การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้สัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
2. การจัดรูปทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย และสิ่งแวดล้อม
3. การเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกลมกลืน
สถาปัตยกรรมแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์เข้าไปอาศัยอยู่ หรือประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร ศาลา ฯลฯ
2. ชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอยอย่างอื่น ๆ เช่น อนุสาวรีย์ เจดีย์ สะพาน เป็นต้น ผู้สร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม เรียนว่า สถาปนิก (Architect)
เว็บไซต์เพิ่มเติม
http://www.architecture.com
www.architecturemag.com
www.architectureweek.co
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น